"สำหรับ SBL ได้ยื่นขอใบอนุญาตไปเมื่อไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ส่วนเทรดอนุพันธ์นอกตลาดรอผลจาก ก.ล.ต. ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการอนุมัติจากการเตรียมระบบและทีมไว้พร้อมแล้วรวมทั้งเงินลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้เป็นบริการแรกที่บริษัทจะเริ่มทำก่อน" นายญาณศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกับทางธนาคารแม่เรื่องการติดตั้งสาขาที่ธนาคาร หรือ cyber branch ซึ่งคงต้องดูข้อมูลอีกระยะว่าสาขาไหนของธนาคารจะมีผู้เข้ามาใช้บริการมาก หรืออย่างสาขาย่อยของธนาคารก็อาจจะไม่ควรเข้าไปลงทุน อย่างไรก็ตาม ในขั้นต้นได้เตรียมเซ็นสัญญากับธนาคารไว้แล้วให้แต่ละสาขาติดตั้งจอคอมพิวเตอร์แสดงการซื้อขายหุ้นไว้เพื่อทดลองตลาดไปก่อน
นายญาณศักดิ์ยังกล่าวถึงการนำพอร์ตการลงทุนของบริษัทไปลงทุนให้เกิดประโยชน์กับบริษัทเอง (pop trade) ทางบริษัทสามารถที่จะทำได้เลย เนื่องจากมีฐานทุนเพียงพอไว้ใช้รองรับอยู่แล้ว ประมาณ 1,200 ล้านบาท และยังสามารถให้ทางธนาคารกรุงเทพเข้ามาสนับสนุนได้ด้วย แต่ยังเห็นว่าไม่ควรจะรีบร้อนทำ เพราะนโยบายของบริษัทไม่ต้องการให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์
"แม้ว่ามาร์เก็ตแชร์ของบริษัทจะลดลงเหลือ 3% จากเดิม 3.5% เมื่อปลายปี เนื่องจากลูกค้ารายย่อยออกจากตลาดเหลือ 40% จากเดิม 55% ซึ่งแม้จะเพิ่มนักลงทุนสถาบันแต่รายย่อยก็ยังมีสัดส่วนที่สูงถึง 70% จึงได้รับผลกระทบไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการปิดสาขาใดทั้งสิ้นเพียงแต่เตรียมที่จะเข้ามาดูว่าจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงในบางสาขาได้หรือไม่ เช่น เปลี่ยนสถานที่ตั้ง ทำการตลาดให้มากขึ้น" นายญาณศักดิ์กล่าว
นายมนู ตังทัตสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานผลิตภัณฑ์พิเศษ บล.บัวหลวง กล่าวเสริมว่า ส่วนอนุพันธ์ OTC บริษัทจะเข้าไปให้บริการลักษณะออกแบบการลงทุนและหาออปชั่นต่างประเทศให้นักลงทุนในประเทศลงทุน จากนั้นก็จะให้ธนาคารที่มีพอร์ตลงทุนในประเทศไทยเป็นผู้ซื้อขายให้ ปัจจุบันได้ติดต่อกับลูกค้าธนาคารแม่และลูกค้าของบริษัท เช่น บริษัทประกัน ลูกค้ารายใหญ่ และกองทุนส่วนบุคคลไว้แล้ว 4 ราย มูลค่าตั้งแต่ 10-400 ล้านบาท
โดยรูปแบบการลงทุนที่ได้คุยกับลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากเงินประจำ และต้องป้องกันเงินต้นได้ 100% ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 0-12% เนื่องจากลูกค้ายังมีมุมมองอนุรักษนิยม ดังนั้นจึงเชื่อว่ายังไม่เห็นรูปแบบการลงทุนที่หวือหวาในช่วง 1-2 ปีแรก ขณะที่ทางโบรกเกอร์จะได้ผลตอบ แทนจากส่วนเกินที่ทำผลตอบแทนได้ตามเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกับลูกค้า
"การซื้อขายอนุพันธ์ นอกตลาดเติบโตค่อนข้าง มาก โดยปี 2549 มีมูลค่าหน้าตั๋วทั้งสิ้น 4-5,000 ล้านบาท"
จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3886 (3086)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น